[SF] Angel VS. Demon In The Mission Of Love [2/5]
posted on 26 Aug 2009 16:42 by fangneverdie
กดF5เพื่อความสดใสยิ่งขึ้น
[SF] Angel VS. Demon In The Mission Of Love [2/5]
Author : T-ReX
Pairing : TemG + BaeRi
Genre : Romantic Comedy
Rating : PG
Author’s Note : กลับมาแว้ววววฮับ^^ หลังจากที่หยุดเขียนฟิคไปราวๆหนึ่งเดือน ไม่รู้จะยังมีคนกลับมาอ่านกันอยู่หรือเปล่า ฮี่ๆๆๆๆๆ ดีใจที่ได้กลับมาเขียนเรื่องนี้ต่อเพราะส่วนตัวชอบเรื่องนี้เป็นพิเศษมันไม่เครียดดี แต่พอกลับไปเขียนสติกม่าต่อมันก็จะดึงอารมณ์ไปอีก เค้าเลยรู้สึกนับถือคนที่เขียนเรื่องยาวๆแล้วเนื้อเรื่องเป็นแนวดราม่ามากๆเลย...เอาล่ะไม่พูดมากดีกว่าเพราะยังต้องมีงานอื่นค้างอีกเพียบเลย...แอบแว่บมาแบบนี้เป็นเด็กไม่ดีจริงๆเลยเรา เอิ้กๆๆๆๆ^^ รักคนอ่านแล้วเม้นต์เหมือนเดิมน๊า จุ๊บๆๆๆๆๆ^3^
~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**
‘เที่ยวบิน GD 1808 จะทำการแลนด์ดิ้งภายในอีก 30 วินาที ขอย้ำๆ เที่ยวบิน GD 1808 สายการบินจากสวรรค์ปลายทางโลกมนุษย์จะทำการลงจอดภายใน 30 วินาที ผู้โดยสารและกัปตันซึ่งก็คือเราคนเดียว..อิอิ กรุณารัดเข็มขัดให้แน่น……………….เหลือระยะทางอีก 100เมตร.......75........50.........30..............12.............5 อ้าวเฮ้ย!! ป-ปีก ดะ-เดี๋ยวเด่ะยังไม่ถึงพื้นดินเลย แว้กกกก’
ฟิ้วววว~
ตุ้บ!!
“แอ่ก~”
“ฮึก....แง้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เจ็บอ่ะ!!!”
ท่ามกลางค่ำคืนที่สลัวด้วยแสงของพระจันทร์ที่เต็มดวง ตรอกซอกซอยที่เคยแสนวุ่นวายตอนนี้กลับเงียบสงบไร้คนจอกแจ่กจอแจดั่งเช่นตอนกลางวันที่เป็นปกติวิสัยของชนชาวมนุษย์โลก ถนนที่เคยคลาคล่ำด้วยรถมากมายตอนนี้กลับมีสัญจรเพียงไม่กี่คัน...ทิ้งให้พื้นถนนเหงาหงอยพื้นยางมะตอยเย็นเฉียบด้วยอากาศในฤดูหนาว...แต่กระนั้นก็ยังมีเด็กหนุ่มตัวน้อยนั่งคลำก้นป้อยๆมืออีกข้างก็ยกขึ้นมาปัดน้ำตาออกจากแก้ม...(เอ่อ...ใช่นั่งอยู่กลางถนน = =^)
“บ้าที่สุดเลย ฮืออออ รู้หรอกว่าพอถึงโลกมนุษย์จะใช้ปีกไม่ได้ แต่รอให้ถึงพื้นก่อนไม่ได้หรือไง...อยู่ๆก็หายไปเฉยเลย เอ๊ะ...แล้วนี่อะไรหว่า?” ปากบางอิ่มขยับบ่นอุบอิบอยู่ลำพัง...(เอ่อ...ใช่ยังอยู่กลางถนน = =^^) มือน้อยเอื้อมไปจับเจ้าสิ่งที่ตนเองสะพายอยู่กลางหลัง “กระเป๋าเป้?...มาไงหว่าตอนลงมาไม่ได้เอามาด้วยนี่นา...อ้อ....หรือว่าปีกเรากลายเป็นเจ้านี่ มีอะไรมั่งน๊า??^^”
ในขณะที่เด็กหนุ่มตัวน้อย (ที่ยังอยู่กลางถนน = =^^^) กำลังพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นมาจากพื้นยางมะตอยของพื้นถนน และกำลังสาละวนกับการสำรวจสิ่งของในกระเป๋าเป้ของตน...
ปิ๊นนนนน!!!! เอี๊ยดดดด!!!!
“หือ??? เหวอออ...ป-ปีศาจ อ่อก~” เด็กหนุ่มตัวน้อยตาโตเมื่ออยู่ๆก็มีแสงไฟสว่างจ้าจากไฟหน้ารถยนต์มาสด้า 3 (...30 ปีที่แล้วยังใช้ได้ดีอ่ะนะ T^T) เคลื่อนเข้ามาใกล้ตนเรื่อยๆ ด้วยความเร็วสูง (สูงกว่าเดินเอาหน่อยนึง TT^TT) ด้วยความตกใจเด็กหนุ่มจึงเป็นลมล้มฟุบลงไป
“เฮ้ย!! เวรแล้วกรู....ชนด้วยหรือวะ?? กรูว่ากรูเบรกทันแล้วนะ” ชายหนุ่มคนขับรีบถลาลงจากรถคันงาม(?)เพื่อมาดูความเสียหายของรถตนเอง...เอ้ย!!!...เพื่อมาดูเด็กหนุ่มที่หมดสติอยู่บนถนนห่างจากหน้ารถของเขาเกือบสองเมตร
“คุณ? คุณเป็นอะไรหรือเปล่า?...เฮ้!! ...อ้าวยังเด็กอยู่เลย ผู้หญิง??...ไม่สิผู้ชายนี่หว่า เอาไงดีวะ??”
ชายหนุ่มลังเลก่อนที่จะตัดสินใจอุ้มร่างน้อยที่หมดสติและจับยัดเข้าไปวางไว้ที่เบาะหลัง แล้วตนเองก็รีบขึ้นไปนั่งที่นั่งคนขับก่อนที่จะเหยียบคันเร่งจนมิดแล้วรถก็พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วไม่เกิน 50 km/hr Y^Y
*
*
*
“อืมมม” ร่างน้อยบนโซฟาสีน้ำตาลทึบ(เก่าๆ) ขยับตัวนิดๆ พร้อมส่งเสียงครางเบาๆ ให้คนที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระเถิบตัวเข้ามาดูใกล้ๆ
“นี่...ตื่นสิ” เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มยังไม่ได้สติดีชายหนุ่มจึงส่งเสียงเรียกพร้อมกับใช้ปลายนิ้วมือจิ้มเบาๆไปที่หน้าผาก..
“ฮื้ออออออ” ร่างน้อยขยับตัวหนีสัมผัสแต่ตายังคงปิดสนิท
“เฮ้ย....ไอ้หนูตื่นดิ อย่ามาตายที่บ้านฉันนะเว้ย” ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นเพราะความกังวลกลัวว่าตัวเองจะเป็นสาเหตุทำให้หนุ่มน้อยคนนี้บาดเจ็บสาหัส หรือพิการไป....หลังจากที่พาร่างเด็กหนุ่มคนนี้เข้าบ้านมาได้เขาก็พยายามจะสำรวจหาร่องรอยของบาดแผลจากอุบัติเหตุเมื่อครู่ แต่พบเพียงแค่รอยฟกช้ำตรงข้อศอกกับแขนนิดหน่อยแค่นั้นเอง พาลทำให้ชายหนุ่มคิดว่าเจ้าหนุ่มน้อยอาจจะล้มลงไปหัวฟาดพื้นจึงทำให้หมดสติไปก็เป็นได้ แต่พอลองสำรวจดูที่ศีรษะของเด็กหนุ่มดูแล้วก็ไม่เห็นรอยช้ำหรือบาดแผลแต่อย่างใด แต่ที่แน่ๆเขารู้สึกว่าเจ้าเด็กน้อยนี้ต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ ไหนจะการแต่งกายด้วยโทนสีขาวทั้งชุด...ถึงแม้จะเป็นการแต่งตัวตามสไตล์วัยรุ่นทั่วไปก็เหอะแต่สีขาวทั้งชุดนี่มันดูแปลกๆแฮะ...แล้วผมบลอนด์ทั้งหัวนี่อีก ผิวสีน้ำนมนี่อีก...ให้ตายเหอะเด็กนี่ดูบริสุทธิ์เป็นบ้า คงจะบริสุทธิ์กว่าใครในโลกนี้เลยล่ะมั้ง...หรือจะเป็นเทวดา??? จะบ้าหรือเปล่าเรา....คิดได้ไงเนี่ย ถ้าเป็นเทวดาจริงๆจะจับมาขัดหาเลขเด็ดซะให้เข็ด ^[]^ 555555
“อืมมม อ่ะ!!! ปิศาจ ปิศาจจะกินข้าแล้วท่านพ่อ!!!” เด็กหนุ่มตัวน้อยผวาลุกขึ้นนั่งหลังตรงในทันใด ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งพิจารณาใบหน้าของหนุ่มน้อยเมื่อครู่ตกใจหงายหลังลงไปกับพื้น
“อู้ยยย...เจ็บนะเนี่ยแหกปากออกมาได้ตกใจหมด” ชายหนุ่มลุกขึ้นยื่นพลางมองหน้าเด็กหนุ่มด้วยสายตาตำหนิ เด็กหนุ่มเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ายังมีใครอีกคนอยู่ด้วยแถมสถานที่ก็เปลี่ยนไปจากตอนที่ลงมาถึงโลกใหม่ๆอีกด้วย ทำให้เกิดอาการหวาดระแวงหันมองซ้ายขวาพลางกระเถิบถอยหนีชายหนุ่มที่ตอนนี้เดินเข้ามาใกล้
“เป็นอะไร?....นี่เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
“ห-หา?” เด็กหนุ่มทำหน้างุนงง
“ก็ฉันขับรถชนเธอแล้วเธอหมดสติไป เจ็บที่ตรงไหนหรือเปล่า?” ชายหนุ่มหยุดเดินเมื่อเห็นว่ายิ่งเดินเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มตัวน้อยยิ่งถอยออกห่าง
“ข้า?” เด็กหนุ่มมองหน้าชายผู้อยู่ตรงหน้าอย่างกลัวๆพลางชี้นิ้วมาที่ตนเองเป็นเชิงถามว่าชายหนุ่มนั้นกำลังพูดถึงตนอยู่อย่างนั้นหรือ
“ก็เออเซ่...เธอน่ะแหละ” ชายหนุ่มเอามือลูบหน้าตนเองอย่างรำคาญ “แล้วจะกลัวฉันทำไมเนี่ย? ฉันช่วยชีวิตเธอมานะ...ถ-ถึงฉันจะเป็นคนที่ขับรถชนเธอก็เถอะ..ต-แต่ฉันก็ช่วยเธอมานะ” ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ พยายามอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนกับว่ามันไม่ใช่ความผิดของตน
“รถชน?.....ไม่ใช่ปิศาจจะกินข้าหรอกหรือ?” เด็กหนุ่มถามขึ้นมาเบาๆ แต่คำถามทำเอาชายหนุ่มอ้าปากค้าง
‘ฮือออออ สวรรค์ทำไมผมถึงซวยยังงี้ เกิดมาจนไม่พอ...เปิดร้านเบเกอรี่ก็กำไรหด มีบ้านเช่าเก่าๆไว้ซุกหัวนอน มีรถแก่ๆให้ขับ...แล้วยังจะไปชนคนเข้าอีก มิหน่ำซ้ำชนคนบ้าซะด้วย ฮืออออ’
ชายหนุ่มวิ่งไปที่หน้าต่าง...น้ำตาคลอเบ้าสองมือทึ้งผมเกรียนๆของตัวเอง ปากเม้มจนบางเป็นเส้นตรง พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างต้องการคำตอบของคนที่อยู่บนนั่น....
~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*
ฝ่ายสวรรค์
“หนอยแน่ะไอ้เด็กคนนี้ เจ้าบังอาจนักมาว่าลูกข้าเป็นคนบ้า ทั้งที่เจ้าเกือบจะทำให้จียงของข้าเจ็บตัวแล้วเชียว เดี๋ยวปั๊ดสาปให้เกิดมาเตี้ยล่ำแบบนี้ทุกชาติไปหรอก”
ราชาแห่งเทพที่นั่งดูภาพเหตุการณ์บนโลกมนุษย์จากหน้าจอคอมฯบนโต๊ะทรงงานตั้งแต่เห็นบุตรชายของตนลงไปถึงพื้นโลกและเกือบถูกรถชน ก็ทำให้ราชานั่งไม่ติดเป็นห่วงบุตรชายเพียงองค์เดียวจับใจ โดยเฉพาะเมื่อบุตรชายผู้งดงามถูกแตะเนื้อต้องตัวยามหมดสติ ราชาแห่งเทพก็แทบจะจรลีลงไปสั่งสอนเจ้ามนุษย์โลกผู้บังอาจนั้นเสียให้สิ้นซาก แต่โชคยังเข้าข้างมนุษย์นั้นอยู่บ้างเมื่อราชาแห่งเทพถูกห้ามปรามโดยเลขาฯคนสนิทที่ร่วมนั่งดูเหตุการณ์ของเจ้าชายองค์น้อยบนโลกมนุษย์อยู่ไม่ไกล
“ใจเย็นๆก่อนเถอะพระราชา เจ้าชายจียงยังไม่เป็นอะไรเสียหน่อย”
“ไม่เป็นอะไรกันเล่าเบ็คกี้ เจ้าก็เห็นว่าไอ้มนุษย์นั่นลูบๆคลำๆกายลูกข้าแบบนั้น” ราชาแห่งเทพแย้ง
“มนุษย์นั่นก็แค่สำรวจดูว่าร่างกายของเจ้าชายจะบาดเจ็บหรือเปล่าเท่านั้นแหละพะยะค่ะ ข้าไม่เห็นว่าเขาจะมีเจตนาไม่ดีตรงไหนเลย” ผู้ที่เป็นทั้งเลขาฯคนสนิทและเป็นพระพี่เลี้ยงของบุตรตนเอ่ยอธิบายด้วยเหตุผล ทำเอาราชาแห่งเทพยอมจำนนด้วยเพราะเป็นความจริงแต่ยังอดที่จะห่วงบุตรชายของตนไม่ได้
“...ข้าคิดถึงจียงจังเลยเบ็คกี้ ข้าทำถูกหรือเปล่าที่ส่งลูกข้าลงไปที่ที่อันตรายแบบนั้น?” องค์ราชาเท็ดดี้ทอดกายลงนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิมพลางทอดถอนใจออกมา
“มีสิ่งใดที่พระองค์ตัดสินพระทัยผิดบ้างเล่า? ข้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าสิ่งที่พระองค์ตัดสินใจไปผิดหรือถูก....แต่ข้ายังจำเหตุการณ์ที่ห้องไตร่สวนได้แม่นยำ...เจ้าชายแสดงท่าทีออกมาให้เห็นว่าพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้นมากแล้ว และพร้อมที่จะพิสูจน์พระองค์เองให้องค์ราชาได้เห็น พระองค์ควรจะเชื่อพระทัยเจ้าชายจียงนะพะยะค่ะ....พระองค์คิดถึงเจ้าชาย ข้าเองก็คิดถึงไม่แพ้กัน...แต่ทุกอย่างควรให้เดินไปตามกาลเวลาและโชคชะตาดีกว่านะพะยะค่ะ”
“เจ้าเป็นที่ปรึกษาที่ดีจริงๆเบ็คกี้ การคิดถึงลูกชายทำให้ความโกรธเข้าครอบงำข้าได้ง่าย เจ้าซะอีกที่ควบคุมสติได้ดีกว่าข้า น่าละอายนัก” ราชาแห่งเทพส่ายศีรษะให้กับความอ่อนแอของตนเอง
“ไม่หรอกพะยะค่ะ นั่นเป็นเพราะความห่วงใยในฐานะพ่อซึ่งไม่ผิดอะไรหรอกพะยะค่ะ แต่ข้าว่าท่านควรที่จะพักผ่อนดีกว่า ทางนี้เดี๋ยวข้าจะเฝ้าดูเจ้าชายเอง” เบ็คกี้อาสาที่จะคอยดูความเคลื่อนไหวของเจ้าชายตัวน้อยบนโลกมนุษย์ให้ ตอนแรกราชาทำท่าจะไม่ยอมแต่ด้วยเหตุผลต่างๆนานาที่เบ็คกี้ยกขึ้นมาอ้างทำให้ราชาแห่งเทพตัดใจเข้าห้องบรรทมไปในที่สุด
ทางฝ่ายเบ็คกี้เมื่อเห็นว่าราชาแห่งเทพเข้าบรรทมแล้ว ก็หันหลับมาให้ความสนใจกับภาพบนหน้าจอคอมฯเหมือนเดิม พร้อมทั้งอมยิ้มนิดๆแล้วเอ่ยกับตนเองเบาๆ “เจ้ามนุษย์บ๊องเอ้ย...ถ้าไม่ติดว่าเจ้าเตี้ยเหมือนข้า...ข้าไม่ช่วยเจ้าไว้ร้อก”
~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*~^*
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังละเมอเพ้อพบอยู่กับความคิดของตนเองเรื่องที่ขับรถชนคนสติไม่ดีอยู่นั้น เด็กหนุ่มที่มีท่าทีหวาดกลัวเมื่อครู่ก็ดูเหมือนจะได้สติขึ้นมาบ้างแล้ว และนั่งทบทวนภาพสุดท้ายก่อนที่ตนจะหมดสติไป
‘รถชน?.....ไม่ใช่ปิศาจหรอ?? ก็ข้าเห็นตาแดงๆโตๆสองดวงกำลังพุ่งเข้ามาหาข้า ไหนจะเสียงร้องหวีดแหลมนั่นอีก...เอ่อออ...ข้าคิดไปเองงั้นหรือเนี่ย จะว่าไปเจ้ายานพาหนะของมนุษย์โลกนี่ก็มีไฟโตๆสองดวงอยู่ข้างหน้าเหมือนกันนี่นา อุ๊บส์....ข้าสติแตกไปเองจริงๆด้วยแฮะ....อืมมมม แล้วเจ้ามนุษย์นี่น่ะหรือช่วยชีวิตข้าไว้’
“เอ่ออ...ท่าน..” ร่างน้อยค่อยๆขยับเดินเข้าไปหามนุษย์หนุ่มที่ยังยืนถกเถียงอยู่กับความคิดของตนเอง เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยังไม่รู้สึกตัวเด็กหนุ่มจึงตะเบ็งเสียงให้ดังขึ้น “ท่าน!!!!!!”
“โอ้ยยยย อู้ยยยยเจ็บ...แสบแก้วหูด้วย” และดูเหมือนจะได้ผลดีมากเมื่อชายหนุ่มได้ยินเสียงแหลมแสบแก้วหูของเด็กหนุ่มก็สะดุ้งสุดตัวตนหัวโขกบานหน้าต่าง “เธอจะแหกปากทำไมเนี่ยห่ะ?”
“ก-ก็ข้าเรียกท่านแล้วท่านไม่ได้ยินเองอ่ะ” ร่างน้อยขยับถอยห่างออกมาเมื่อเห็นสีหน้าของชายหนุ่มดูจะไม่พอใจนิดๆ
“เอ่อ...ฉันคิดอะไรเพลินๆน่ะ แล้วว่าไงล่ะเรา?....ตกลงเธอ เป็นใคร? อยู่โรงพยา..เอ้ย!! ฉ-ฉันหมายถึงบ้านอยู่ไหนน่ะ? ถ-ถ้าไม่เป็นไรมากเดี๋ยวฉันจะขับรถไปส่ง” ชายหนุ่มพูดโดยพยายามควบคุมสติของตนเอง
“ข-ข้าคงเข้าใจผิดไปเองเรื่องปิศาจ ข้าคงถูกท่านขับรถชนจริงๆแหละ...ว่าแต่ท่านทำยังไงถึงขับรถชนข้าได้?” เด็กหนุ่มที่ตอนนี้ดูผ่อนคลายมากแล้วเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบางๆ
แต่ด้วยคำถามที่ถามไปไม่ได้รับคำตอบแถมยังถูกถามกลับ แล้วคำพูดที่ย้ำว่าเขาเป็นคนขับรถชนนั้นยิ่งทำให้ชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเก่า “ทำยังไงฉันถึงข-ขับรถชนเธอได้น่ะหรอ?....จะบ้าเรอะ!!! ฉันสิจะต้องเป็นคนถามคำถามนั้นค่ำมืดดึกดื่นเธอไปทำบ้าอะไรอยู่กลางถนนแบบนั้นห่ะ?”
‘ไม่น่าถามเลยเรา ก็เพราะเด็กนี้เป็นคนบ้าอ่ะสิ...หลุดมาจากรพ.ไหนฟะเนี่ย?’ ชายหนุ่มเริ่มวุ่นวายกับความคิดของตนเองอีกครั้ง
เมื่อเด็กหนุ่มเริ่มอธิบายบางอย่างสมองของชายหนุ่มก็งุนงงเกินกว่าจะรับรู้สิ่งที่เอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบางสีชมพูสดนั่น ดูเหมือนเวลานานราวกับค่อนชีวิตกว่าที่เด็กหนุ่มจะอธิบายจบ แต่ท้ายที่สุดชายหนุ่มรับรู้เรื่องราวที่เหมือนนวนิยายแฟนตาซีนั้นเพียงครึ่งๆกลางๆ จำได้แค่บางประโยคอย่างเช่น “สวรรค์-ทำผิด-ภารกิจ-โลกมนุษย์-ปีก-ปิศาจ-รถยนต์”
“ท่านเข้าใจที่ข้าพูดมั๊ย??” หนุ่มน้อยเอียงคอถาม
ชายหนุ่มเอามือกุมศีรษะราวกับว่าถ้าไม่ทำแบบนั้นสมองข้างในจะทะลักออกมาเพราะอาการปวดหนึบเริ่มทวีความรุนแรงเรื่อยเมื่อได้ฟังถอยคำที่เปล่งออกมาอย่างเจื้อยแจ่วของเด็กหนุ่มตัวน้อย
“ขอร้อง....หยุดเรียกฉันว่าท่านสักทีฉันมีชื่อนะเฟ้ย ฉันชื่อยองเบ...เอ้อ...จริงสิเธอล่ะชื่ออะไร?”
“จียง...เรียกข้าว่าจียง” เด็กหนุ่มยิ้มหน้าบานตอบ ทำเอายองเบเริ่มยิ้มออกบ้าง
“อย่างน้อยก็รู้ชื่อตัวเองล่ะนะ” ยองเบพึมพำเบาๆ แต่จียงก็ได้ยิน
“ก็แล้วทำไมข้าถึงจะไม่รู้ชื่อข้าล่ะ? ท่าน..เอ้ย!! ยองเบนี่พูดอะไรแปลกๆ”
“เฮ้อออ...ฉันไม่อยากให้เธอพูดคำนั้นเลยจริงๆ” ยองเบส่ายหัวไปมา “แล้วตกลงเธอ...มีบ้านอยู่ที่สวรรค์?”
“เรียกจียงสิ...อย่าเรียกเธอข้าไม่ใช่เด็กผู้หญิงสักหน่อย...ใช่บ้านข้าอยู่บนสวรรค์ เอ...อันที่จริงเรียกว่าปราสาทจะถูกกว่านะ” จียงตอบด้วยแววตาใสซื่อจนยองเบกุมขมับอีกรอบ
“โอเคๆ...ปราสาทก็ปราสาท” ยองเบหลับตาแล้วพยายามรวบรวมความคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรกับเด็กหนุ่มคนนี้ดี แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าเป้ของเด็กหนุ่มที่เขาเก็บขึ้นรถมาด้วย “จริงสิ...นี่กระเป๋าเธอใช่ป่ะ? ข้างในมีอะไรบ้าง...ขอฉันดูหน่อยได้มั๊ย?”
“บอกว่าให้เรียกจียงไง....เอาเลยดูสิข้าก็ยังไม่รู้เลยว่าข้างในมีอะไรบ้าง” จียงเดินเข้าไปดูขณะที่ยองบเริ่มรูดซิปเปิดกระเป๋าออก เมื่อกระเป๋าเป้ถูกเปิดออกยองเบขมวดคิ้วมุ่นในขณะที่จียงตาโตพร้อมกับยิ้มกว้าง
“ไม่เห็นจะมีอะไรเลย” ยองเบผิดหวังเพราะหวังจะพบที่อยู่ของครองครัวเด็กหนุ่มที่พอจะติดต่อได้ หรือแม้แต่ซองยาของโรงพยาบาลที่เขาอาจนำตัวเด็กหนุ่มนี่ส่งกลับคืนได้ แต่กลับพบว่าภายในกระเป๋านั้นว่างเปล่าไม่มีอะไรสักชิ้น
“ใครว่า!!...นี่ไงล่ะลูกศรแห่งความรักสำหรับภารกิจของข้า แล้วนี่ก็...ว้าวววว ทัชโฟนยี่ห้อแองเจิลบนสวรรค์รุ่นนี้กำลังมาแรงเลยจะบอกให้ ว้า...จำกัดให้รับสายได้อย่างเดียวแฮะ แล้วนี่...”
“พอๆหยุดก่อน ฉันไม่เห็นจะมีอะไรสักอย่างเดียวเธอหยุดจินตนาการแล้วออกมาสู่โลกแห่งความจริงสักนาทีได้มั้ยเนี่ย??” ยองเบหมดความอดทนจนในที่สุดก็เอ่ยขัดออกมา ทำเอาจียงหน้าเสียและกลายเป็นบึ้งตึงในที่สุด
“ข้าไม่ได้จินตนาการนะ!! ยองเบดูนี่สิของเยอะแยะท่านบอกว่าไม่เห็นได้ไง?” จียงยกลูกศรสีทองหนึ่งกำมือให้ยองเบดู แต่ภาพที่ยองเบเห็นกลับเป็นเพียงอากาศธาตุจียงแค่กำมือเปล่าๆไม่เห็นมีอะไรอย่างที่เด็กหนุ่มอ้างถึงเลยสักนิด
“เธอ....เธอมันบ้า” ยองเบกล่าวอย่างเหลืออด
“ข้าไม่ได้บ้านะ ข้าเป็นเจ้าชายบนโลกสวรรค์ ฮึก....เลิกเรียกข้าว่าเธอสักที ข้าบอกให้เรียกชื่อข้าไง ฮืออออ” เมื่อจียงเห็นแววความไม่เชื่อใจในดวงตาของยองเบก็เกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา บวกกับความรู้สึกโกรธที่อยู่ๆมนุษย์โลกผู้ต้อยต่ำนี้บังอาจมากล่าวหาว่าเขาเป็นบ้า ทั้งที่คิดว่าคนๆนี้จะเป็นเพื่อนกับเขาได้ยามที่เขาต้องมาเผชิญโลกมนุษย์ลำพังแบบนี้ กลับถูกกล่าวหาได้อย่างใจร้ายแบบนี้ในที่สุดหยดน้ำตาเม็ดใสก็หลั่งไหลลงมาเป็นสาย ยองเบที่เห็นแบบนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกความรู้สึกผิดก่อตัวท่วมท้นในจิตใจ
“น-นี่หยุดร้องซะ ฉันขอโทษแล้วกันฉันผิดเอง เธ...เอ่อ...จียงเองก็เลิกเรียกแทนตัวเองว่าข้าก่อนสิ คือ..คนบนโลกเขาไม่ใช้คำแบบนั้นแล้ว โอเคป่ะ?”
“แล้วจะให้เรียกแทนตัวเองว่าไงล่ะ?” จียงปัดน้ำตาทิ้งแล้วหันมาถามตาใส
“อืมมม จียงอายุเท่าไรแล้วล่ะ?”
“21”
“เท่าไหร่นะ?”
“21”
“O[]O!!”
“ท-ทำไมหรอ??” เมื่อเห็นว่ายองเบช็อคไปจียงจึงเขยิบเข้าไปถาม
“ก็ร-เราอายุเท่ากันเลย..” ยองเบตอบเบาๆ แต่สิ่งที่ตะโกนกรีดร้องก้องอยู่ในใจคือ ‘ทำไมหน้ากรูแก่กว่าได้ถึงเพียงนี้!!!!!!!’
“จริงหรอ?? แล้วเราจะเรียกกันว่าไงล่ะ??” จียงมีท่าทางดีใจขึ้นมาอย่างชัดเจน
“เอ่อ....เรียกแทนตัวเองว่าฉัน แล้วเรียกอีกคนว่านายก็แล้วกัน”
“เย้!!!” จียงกระโดดโลนเต้นอย่างดีใจ ซึ่งยองเบก็ไม่เข้าใจว่ามันน่าจะดีใจตรงไหน แต่รอยยิ้มนั่นก็ทำให้เขารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกแปลกๆที่เหมือนกับว่าได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานไหลบ่าเข้าสู่หัวใจทำให้เขาต้องปล่อยยิ้มอออกมา
“พอแล้วน่า...ตอนนี้จะตีสามแล้วเข้านอนก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยคิดเรื่องอื่น” ยองเบบอกจียงก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย ยองเบขึ้นไปจัดห้องนอนที่ว่างอยู่อีกห้อง
*
*
“ราตรีสวัสดิ์จียง”
“ราตรีสวัสดิ์ยองเบ”
และแล้วทั้งคู่ก็เข้านอนในเวลาเกือบตีสามครึ่งโดยที่จียงนอนห้องยองเบส่วนยองเบไปนอนห้องรับแขก ก็เพราะเหตุผลที่ว่า....เตียงที่ห้องรับแขกแข็งไปจียงนอนแล้วเจ็บหลัง ถึงจะบอกให้ทนๆไปก่อนแต่อีกสองนาทีต่อมาจียงก็จะมาเคาะห้องแล้วบอกว่าไม่มีผ้านวมนุ่มๆกว่านี้แล้วหรือ แล้วอีกสารพัดคำถามก็ตามมา...ในที่สุดการกล่าวคำว่าราตรีสวัสดิ์ก็มีความหมายอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อยองเบยอมสละที่นอนนุ่มๆผ้านวมอุ่นๆให้กับจียง
ค่ำคืนอันยาวนานทำให้ร่างกายเหนื่อยอ่อนทั้งจากการทำงานตอนช่วงกลางวัน และเหตุการณ์แปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ทำให้ยองเบหมกมุ่นกับความคิดต่างๆนานา ที่ว่าพรุ่งนี้จะต้องหาทางส่งตัวจียงกลับคืนครอบครัวที่อาจจะกำลังรอคอยลูกชายตัวน้อยอยู่ที่ไหนสักแห่งให้ได้ อาจจะต้องแจ้งความ.....เมื่อความคิดเริ่มถึงทางตันสมองก็เริ่มล้า ร่างกายถึงเวลาพักผ่อนจริงๆ..และก่อนที่เขาจะจมสู่ห้วงนิทรา เขาได้ยินเสียงสนทนาดังมาจาห้องของเขาเอง..จียงคงกำลังคุยกับคนในจินตนาการอีกแล้ว และเขาเหนื่อยเกินที่จะลุกไปดู......
~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**~*~**
08:00 am
‘YB เบเกอรี่’
“ฮ้าวววว .......ง่วงชะมัด เอ่อ... จียงนายจำที่ฉันบอกได้ใช่มั้ย?” ยองเบขับรถพาจียงที่นั่งขยุกขยิกบนเบาะข้างคนขับเข้ามาจอดภายในซอกตึกข้างร้านเบเกอรี่ของเขา ก่อนที่จียงจะก้าวออกมาจากรถยองเบลองถามถึงเรื่องที่เขาเตี๊ยมกับจียงตอนที่ขับรถออกมาจากบ้านเมื่อเช้าว่าจียงเข้าใจตามนั้นแน่ๆ
“จำได้ อยู่เฉยๆ...อย่าพูดคุยกับใคร...ฯลฯ” จียงทวนประโยคที่ยองเบพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ยองเบฟังอีกครั้ง
จียงดูเหมือนจะมีอาการแตกต่างไปจากเมื่อคืนเพราะไม่พูดถึงเรื่องสวรรค์หรืออะไรทำนองนั้นอีกเลย ที่จริงแล้วจียงว่าง่ายเมื่อเขาขอให้จียงอยู่เฉยถ้าหากจะเข้าไปในร้านเบเกอรี่ของเขาด้วย จียงไม่เถียงคอเป็นเอ็นเมื่อเขาขอให้อย่าพูดถึงเรื่องในจินตนาการกับคนอื่น มันดูเหมือนคนที่มีอาการปกติดีทั่วไป...แต่ทำไมเขาถึงคิดว่านี่แหละมันผิดปกติ
อันที่จริงจียงไม่เข้าใจว่าทำไมยองเบถึงไม่เชื่อถึงเรื่องที่เขาเล่าให้ฟัง จนกระทั่งเมื่อคืนพี่เบ็คกี้ต่อสายตรงลงมาคุยกับเขาตอนที่เขาเข้านอน พี่เบ็คกี้อธิบายว่าโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์มันมีขีดเส้นแบ่งระหว่างกันพอสมควร จึงเป็นเรื่องยากที่มนุษย์จะเชื่อใจเรื่องที่เขาเล่าไป และมันจะดีกว่าถ้าเขาเก็บมันไว้เป็นความลับ....คงเป็นสิ่งดีที่ยองเบไม่เชื่อเขาตั้งแต่แรก
ประตูหน้าร้านเบเกอรี่ของยองเบยังคงแขวนป้ายไว้ว่าปิด และบอกเวลาบริการไว้ว่า 09:30am – 09:30pm แต่ภายในมีคนสองสามคนกำลังทำความสะอาด เมื่อยองเบเปิดประตูเข้าไปคนหนึ่งในร้านที่กำลังเช็ดตู้กระจกก็หันมาพยักหน้าทักทาย เด็กหนุ่มร่างโปร่งที่กำลังถูกพื้นอย่างขะมักเขม้นก็ส่งยิ้มหวานพร้อมทั้งก้มหัวทักทาย ยองเบยิ้มตอบกลับอย่างอ่อนโยน จนเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงอีกคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนในชุดแต่งกายสีดำทั้งชุดนั่งทำหน้าหล่อ...อย่างที่ไม่ต้องพยายามทำมันก็หล่อโดยไม่ต้องลำบากอยู่แล้ว
“ซึงรี...นายปล่อยให้ลูกค้าเข้ามาแล้วหรือ?” ยองเบกระซิบถาม
“อ๋อ...มะ-ไม่ใช่หรอกคับพี่ยองเบ นี่พี่เทมโปเป็นญ-ญาติของผมเองคับ” เด็กหนุ่มร่างโปร่งตอบอย่างตะกุกตะกักจนยองเบอดสงสัยไม่ได้
ชายหนุ่มเจ้าของชื่อเทมโปหันมามองยองเบแล้วอยู่ๆก็ลุกขึ้นยืน สายตาทอดมองไปยังคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังยองเบ สายตาคมกริบฉายแววฉงนเล็กน้อยแต่ดูเหมือนมีนัยอื่นแฝงอยู่ภายใน ยองเบหันหลังกลับไปมองพบว่าคนที่เทมโปจ้องมองอยู่คือจียง และจียงก็จ้องมองเทมโปด้วยสายตาอ่านไม่ออกเช่นกัน
ซึงรีที่เพิ่งจะเห็นจียงเดินตามยองเบเข้ามาก็จ้องมองจียงด้วยสายตาที่ฉายแววอิจฉาน้อย....‘ตัวเล็กๆ หน้าสวยๆ ขาวๆ แบบนี้นี่เองที่พี่ยองเบชอบ’
ยองเบที่มองจียงด้วยความสงสัยแล้วต้องหันกลับมามองเทมโปอีกทีแล้วจบลงที่ซึงรีเมื่อเห็นซึงรีมีสีหน้าสลดลงไป ดวงตาของยองเบจึงสะท้อนแววเจ็บปวด...‘ที่แท้นายก็ชอบคนสูงๆ หล่อ ๆ คมๆ แบบนี้นี่เอง’
ส่วนอีกชีวิตที่กำลังเช็ดตู้กระจกอยู่ก็กันไปมองดูทุกคนที่ยืนส่งสายตาชวนเวียนหัว แล้วพลางคิดว่า‘ฮัลโหลลลลล....สวัสดีค้าบบบผมนายจินฮวานนั่งอยู่ตรงนี้เมิงหันมาสนใจกรูหน่อยได้มั้ยยย???’
เทมโปจ้องมองจียงอย่างไม่ละสายตา ทุกคนบนโลกนี้อาจจะไม่ได้เห็นอย่างที่เขากำลังเห็นแต่เงาปีกสีขาวที่อยู่ข้างหลังนายนั้น.....มันช่างสวยงามจริงๆ
จียงเองก็ไม่ยอมหลบหลีกแววตาคมนั้นเช่นกัน...บางทีอาจจะเพราะกำลังสงสัยว่า ชายหนุ่มที่มีเงาปีกสีดำสง่านั้นมาทำอะไรอยู่บนโลกมนุษย์นี้...
TBC. ชี้แจงแถลงไข : เอิ้กๆๆๆ คิดว่าคนที่อ่านตอนแรกคงคิดว่าคนที่เกือบขับรถชนจียงจะเป็นเทมโปล่ะสิท่า
ฮี่ๆๆๆๆๆๆๆ ปั่นตัวโก่งเลยฮับ เหนื่อยๆ หิวๆ หวังว่าจะชอบกันน๊า อ่านแล้วเม้นต์คนเขียนชื่อใจนะคร้าบบบบ
ถ้ามีคำไหนผิดพลาดก็ต้องขออภัยด้วยนะ เค้าไม่มีเวลาตรวจทานเลย เอ้อ...bgรูปเชอรี่ชอบกับป่ะ
เค้าว่ามันสดใสดี.......ไปล่ะแล้วจะมีใหม่พร้อมสติกม่า8จ้า จุ๊บๆๆๆๆๆๆ
edit @ 26 Aug 2009 17:03:49 by T-ReX's a Dark Angel



เดี๋ยวเราเอาไปแนะนเพื่อนต่อ อิอิ
มาต่อไวๆนะคะ
สนุกดีอ่า
ในที่สุด เทวากะซาตานก็ปะกันแล้วววววววว
#1 By newvip_bblove on 2009-08-26 17:31